ศิลปการต่อสู้แบบมวยไทย หลักการชกมวยไทยที่ควรรู้



ผู้โพส! : admin
ดูรายละเอียดผู้โพส!
  
ศิลปการต่อสู้แบบมวยไทย หลักการชกมวยไทยที่ควรรู้
  • 0 ตอบ
  • 508 อ่าน
« admin»เมื่อ: 22 มกราคม 2564, 08:18 »


การชกมวยไทยที่ดี มีหลักสำคัญ คือ มีการป้องกัน ด้วยการยืน มั่นคง เข้มแข็ง สูงเด่น การตั้งแขนป้องกัน (การการ์ดมวย) และการเก็บคาง เปรียบเสมือนป้อมปราการ เท้าหน้า จรดชี้ไปข้างหน้าวางน้ำหนักครึ่งฝ่าเท้า เท้าหลัง วางทแยงเฉียงกว้างกว่าหัวไหล่วางน้ำหนักเศษหนึ่งส่วนสี่ไว้ที่อุ้งนิ้วหัวแม่โป้ง

ขยับก้าวด้วยการลากเท้าหลังตามพร้อมที่จะหลอกล่อ ขยับเข้า ออก ตั้งรับและโจมตีตอบโต้ แขนหน้ายกกำขึ้นอย่างน้อยเสมอไหล่ หรือจรดสันแก้ม แขนหลังยกกำขึ้นจรดแก้ม ศอกทั้งสองข้างไม่กางออกและไม่แนบชิด ก้มหน้าเก็บคาง ตาเขม็งมองไปตรงหว่างอกของคู่ต้อสู้ พร้อมที่จะเห็นการเคลื่อนไหวทุกส่วน เพื่อที่จะรุก รับ หรือตอบโต้ด้วยแม่ไม้

ลูกไม้และการแจกลูกต่างๆ มีการเคลื่อนไหวที่องอาจมีจังหวะ มีการล่อหลอกและขู่ขวัญที่มีการเปรียบเทียบว่า “ประดุจพญาราชสีห์ และพญาคชสีห์” อาวุธมวยที่ออกไป ต้องมีเป้าหมายและจุดประสงค์แน่นอน (แต่มักซ้อนกลลวงไว้) มีการต่อสู้ระยะไกล (วงนอก) และระยะประชิด (วงใน) และมีทีเด็ดทีขาดในการพิชิตคู่ต่อสู้



แม่ไม้มวยไทย
แม่ไม้มวยไทย มี 15 ท่า ดังนี้: สลับฟันปลา (เดินมวยวงนอก), ปักษาแหวกรัง (เดินมวยวงใน), ชวาซัดหอก (ศอกวงนอก), อิเหนาแทงกฤช (ศอกวงใน), ยกเขาพระสุเมรุ (หมัดเสยวงนอก), ตาเถรค้ำฟัก (หมัดเสยวงใน), มอญยันหลัก (ถีบยัน), ปักลูกทอย (ศอกปักต้นขา), จระเข้ฟาดหาง (เตะเหวี่ยงฟาดกลับหลัง), หักงวงไอยรา (เข่าใต้ขา), นาคาบิดหาง (จับหักปลายเท้า), วิรุณหกกลับ (ถีบดักที่เข่า), ดับชวาลา (หมัดสอดทิ่มตรงเบ้าตา), ขุนยักษ์จับลิง (สอดแขนจับล็อคไพล่) และ หักคอเอราวัณ (โน้มคอตีเข่า)

แม่ไม้ และลูกไม้มวยไทย

ใช้สำหรับฝึกฝนการรุก การรับ ในการใช้จังหวะและอวัยวาวุธ ให้คล่องแคล่ว ทั้งวงนอก วงใน อันควรแก่การศึกษาเป็นแม่แบบ ที่รู้จักแพร่หลาย อาทิ จระเข้ฟาดหาง (หมุนตัวแล้วฟาดตวัดด้วยวงเท้าหลัง), เถรกวาดลาน (เตะกวาดล่างวงนอกรวบสองเท้าให้เสียหลัก), หนุมาณถวายแหวน (ชกหมัดตรง/หมัดเสยหรือหมัดเหวี่ยงข้างพร้อมกันสองมือ),

มอญยันหลัก (ถีบลำตัวให้เสียหลัก), หักงวงไอยรา (เหยียบคู่ต่อสู้เพื่อยกตัวเตะตวัดก้านคอ), บั่นเศียรทศกัณฑ์ (เตะก้านคอ), ปักลูกทอย (ปักศอกลงตรงหน้าขาคูต่อสู้), มณโฑนั่งแทน (กระโดดขึ้นปักศอกลงกลางกระหม่อม), หิรัญม้วนแผ่นดิน (ศอกกลับ), พระรามเดินดง (เตะแล้วต่อยตามข้างเดียวกัน)

มอญแทงกริช (ถองด้วยศอกบริเวณซี่โครงอ่อน), ฤๅษีบดยา (กระโดดปักศอกกลางศีรษะ), พุ่งหอกโมกขศักดิ์ (ตั้งศอกเหนือศีรษะพุ่งเข้าบริเวณใบหน้า),ไกรสรข้ามห้วย (กระทืบโค้งยันข้อพับขาอ่อน),ทะแยค้ำเสา (กระทืบยันบริเวณข้อหัวเข่า) ฯลฯ

ลูกไม้
มีทั้งลูกผสมและลูกแยก เพื่อใช้หลอกล่อและเผด็จศึก เช่น แตะตรงเตะ แตะถีบเตะ แตะตรงถีบเตะ การฝึกเตะ ได้แก่ เตะเฉียง เตะตัด เตะสลับ เตะช้อน เตะตวัด เตะสูง เตะสวาบ เตะพับนอกพับใน เตะคา เตะเขี่ยล่าง เตะกวาด กระโดดเตะ ตีลังกาเตะ

การฝึกถีบ ได้แก่ ลูกถีบหน้า ถีบหลัง ถีบยัน ถีบค้ำ ถีบแป ถีบจิก ถีบโค้ง กระโดดถีบ

การฝึกใช้ศอก ได้แก่ ลูกศอกตี ตัด งัด พุ่ง กระทุ้ง กลับ จูบศอกนอก จูบศอกใน ศอกคู่ ศอกปัก ศอกเฉียง ศอกเฉือน ขยี้ศอก กระโดดศอก

การฝึกเข่า ได้แก่ ลูกเข่าน้อย เข่าลา เข่าโค้ง เข่าตี เข่ากระทุ้ง เข่าลอย เข่าแหลม เข่าคา เข่าแทง เข่าตรง เข่ายัดไส้ เข่าพุ่ง เข่าข้าง

การฝึกหมัด ได้แก่ ลูกหมัดหน้า หมัดหลัง หมัดลัก หมัดอ้อม หมัดเกี่ยว หมัดสอย หมัดเสย หมัดสอด หมัดแหย่ หมัดค้ำ หมัดทะยาน หมัดคู่ หมัดรัว หมัดซ้ำ หมัดหนึ่งสอง หมัดชุดสามเหลี่ยม หมัดสี่เหลี่ยม

นอกจากนี้ ยังมีการใช้ส่วนที่ไม่เป็นอาวุธในการป้องกัน สร้างจังหวะในการตอบโต้ เช่น การใช้ฝ่ามือในการบัง ปิด ปัด ดึง ดัน ผลัก โหน ค้ำ ขวาง กด ทุบ ตี ฟาด กระแทก และใช้เท้าในการเต้นในรูปแบบต่างๆ อาทิ ย่าง เหยาะ หย่ง กระทืบ กวาด หรือ การบัง ขวาง ขัด ค้ำ โล้ ข้าม คร่อม กระโดด ใช้หัวไหล่หรือลำตัวในการหลอกล่อ การทำลายจังหวะและ ฯลฯ

องค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของนักมวยไทย

ขนาดและความสมส่วนของร่างกายความเข้มแข็งของร่างกายและจิตใจจิตวิญญาณของมวยไทย Spirit of muaythai ได้แก่ ความสง่างาม(Smart) ความแข็งแกร่ง(Strenght) ความมีน้ำใจไมตรี(Smile) และ ความเรียบง่าย(Simply)สมาธิ ปฏิภาณ ไหวพริบความมีอารมณ์รื่นเริงเบิกบาน อ่อนน้อม อดทน อดกลั้น      ความศรัทธาเชื่อมั่นกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ความไม่ประมาทและการประเมินสถานการณ์ที่เหมาะสมความมีน้ำใจนักกีฬา ขยันหมั่นเพียร กล้าหาญ เสียสละการเห็นคุณค่าในความงามของศิลปะการป้องกันตัวแบบมวยไทย



การฝึกฝนวิชามวยไทย
การสมัครตัวเป็นศิษย์ต่อสำนักเรียน/ครูมวยที่ศรัทธาเชื่อถือ
การเตรียมร่างกายในด้าน ความอดทน แข็งแรง คล่องแคล่ว ว่องไว อ่อนตัว แข็งแกร่งทนทานต่อความเจ็บปวด
การฝึกประสาทตา หู สัมผัส
การฝึกใช้อวัยวะส่วนต่างๆตามลูกไม้ แม่ไม้เพื่อให้เกิดพิษสงที่ดีที่สุด
การฝึกกับอุปกรณ์ต่างๆเพื่อเพิ่มสมรรถภาพโดยรวมและโดยเฉพาะส่วน
การฝึกกับคู่ซ้อม/ครู
การฝึกแบบจำลองสถานการณ์จากน้อยไปหามาก
การฝึกประสบการณ์ตรงโดยมีผู้แนะนำแก้ไข/การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์
การฝึกด้านจิตใจสำหรับนักต่อสู้ชั้นสูง
การจัดโภชนาการ การบริหารความเครียด การสร้างความผ่อนคลายและการบำบัดรักษาด้วยตนเอง/ผู้เชี่ยวชาญ
กติกา
ปัจจุบัน “กีฬามวยไทยอาชีพ บนเวทีมวยมาตรฐาน” และ “กีฬามวยไทยสมัครเล่น” เป็นการต่อสู้ที่มีกฏกติกาชัดเจน มีนายสนาม ผู้ขออนุญาตจัด มีผู้จัดชก (Promoter) มีกรรมการให้คะแนน และกรรมการตัดสินชี้ขาด (Judge/Julies/Referee) กรรมการตัดสินจะต้องมีอย่างน้อย สาม คน มีกรรมการตัดสินชี้ขาดบนเวที และกรรมการให้คะแนน การให้คะแนนนิยมให้เป็นยก ยกละ 10 คะแนน (ดูจากการใช้ศิลปะการป้องกัน การต่อสู้ ความบอบช้ำที่ได้รับ อันตรายจากบาดแผล การได้เปรียบเสียเปรียบ การคาดการณ์ผลสุดท้ายของการต่อสู้

การตัดคะแนนจากการเอารัดเอาเปรียบคู่ชกในขณะที่ไม่เหมาะสม, การถูกทำให้เสียหลักหรือล้ม, การถูกนับ ฯลฯ) ซึ่งพิจารณาโดยใช้หลักวิชา และประสบการณ์ของกรรมการที่ผ่านการตรวจสอบรับรองความเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับ การชกจัดเป็นยกมี 5 ยก ยกละ 3 นาที พัก 2 นาที (เดิมกำหนด 4 ถึง 6 ยก) มุ่งผลเพียงแค่ แพ้ ชนะ และการแสดงออกของศิลปะการต่อสู้ชั้นสูง ผู้ชกต้องแต่งกายตามกำหนด และมีการสวมมงคลคาดผ้าประเจียด และก่อนชกต้องมีการไหว้ครู

อุปกรณ์สำหรับนักมวยไทยที่สำคัญ
เครื่องแต่งกาย ได้แก่ กางเกงขาสั้น กระจับ ผ้าพันมือ นวม แบ็ค แองเกิล มงคล ผ้าประเจียด เสื้อคลุม ฟันยาง
อุปกรณ์ฝึกซ้อม ได้แก่ กระสอบทราย กระสอบนวม กระสอบยางรถยนต์ ล่อเป้าหมัด ล่อเป้าเตะ-เข่า พันชิ่งบอล ดัมแบล บาเบล กระบองสั้น พลองยาว เก้าอี้ซิทอัฟ เหล็กกำ เชือกกระโดด เชือกมะนิลา รองเท้าวิ่ง กระจกเงา ยางล้อรถยนต์ฝึกการทรงตัว ยางยืด หลักหัวเสา ราวไม้ รั้วต่ำ บาร์เดี่ยว บาร์คู่ เวทีฝึกซ้อม เสื่อ ไม้นวด เตาถ่านและลูกประคบฯลฯ
อุปกรณ์อื่น ๆ ได้แก่ วาสลิน กระป๋องฉีดน้ำ (ป็อกเกิล) ผ้าเช็ดตัว ผ้าขนหนู รองเท้าวิ่ง ถังน้ำ กระติกน้ำแข็ง เก้าอี้ เครื่องยาสำคัญ อาทิ น้ำมันมวย ยาหม่อง ยาดำ ยาขม ขมิ้นชัน ไพล บอระเพ็ด รางจืด พญาวานร หนุมานประสานกาย หมากพลู ปูนแดง สารส้ม ฯลฯ
มวยไทย มิใช่จะมีเฉพาะความเข้มแข็งของนักสู้ แต่มันมากด้วยจิตวิญญานของผู้กตัญญู ผู้อ่อนโยน ผู้เป็นมิตร ผู้อดทน ผู้ให้อภัย และผู้ร่าเริงเบิกบาน บทหนึ่งของมวยไทยอาจดูกระด้าง อาจดูน่าเกรงขามแต่นั่น เพื่อตอบโต้แก่ผู้รุกราน บทหนึ่งของมวยไทยอาจดูอ่อนด้อยน่าย่ำยี แต่นั่นเป็นกลลวงสำหรับผู้ที่เย่อหยิ่งจองหองเท่านั้น และทั้งหมดนั้นผู้ที่เป็นมวยซึ่งได้ผ่านสังเวียนการต่อสู้ ทั้งที่มีเกียรติ และไร้เกียรติมาอย่างโชกโชน ย่อมเข้าใจดีว่ามวยไทยที่เขาได้ใช้มันออกไป เพื่อแสดงอะไร

มวยไทยศิลปะการต่อสู้ มีพัฒนาการควบคู่มากับวิถีชีวิตของคนไทย จึงมีลักษณะผสมผสานด้านการต่อสู้เพื่อใช้ป้องกันตัวและต่อต้านการรุกรานของชนเผ่าอื่น แล้วยังรวมเอาการแสดงศิลปะลีลาของการใช้อวัยวาวุธ อันมีความหลากหลายพิสดารน่าดูไว้ ด้วยตามลักษณะนิสัยของคนไทยที่ชอบการแสดงออก ความสนุกสนานร่าเริง และเป็นมิตร ตลอดถึงความเป็นคนอ่อนน้อม กตัญญูรู้คุณคน ซึ่งถือเป็นหลักการของศิลปะการต่อสู้เฉพาะชนชาวไทย ที่มีรูปแบบที่แตกต่างจากชาติใดๆ ผู้ที่เรียนรู้ ฝึกฝนจนเข้าถึง และเข้าใจจึงจะสามารถคงเอกลักษณ์นี้ไว้ได้



เอกลักษณ์ของมวยไทย ผสานชั้นเชิงกับร่างกายให้เป็นอาวุธ

เอกลักษณ์ของมวยไทย ที่ทำให้มวยไทยมีความโดดเด่น และถือเป็นศิลปะชั้นสูงคือการใช้อวัยวะต่างๆ เป็นประดุจดังเกราะ และอาวุธ ใช้ชั้นเชิงไหวพริบ และวิชาเข้าต่อสู้กัน ไม่ใช่กำลังแต่เพียงอย่างเดียว ประกอบด้วย “ศาสตร์” อันได้แก่ การเรียนรู้จุดอ่อน จุดแข็งของร่างกายที่จะพิชิตและเอาชนะคู่ต่อสู้ “ศิลป์” คือ ลักษณะการใช้นวอาวุธอันมีรายละเอียดปลีกย่อยอย่างพิสดาร ทำให้มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีมนต์ขลัง และเป็นการต่อสู้ที่มีชั้นเชิงเป็นที่ประทับใจ ของคนทั้งโลกการฝึกมวยโบราณ แบ่งเป็น ๓ ขั้นตอน

เบื้องต้น ฝึกให้รู้จักป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยก่อนที่จะคิดทำผู้อื่น เรียกว่า ป้อง ปัด ปิด เปิด
ขั้นกลาง ฝึกเพื่อเป็นนักมวยต่อสู่บนสังเวียน คือ เข้ามวยเป็น สามารถตอบโต้แก้กลับคู่ต่อสู้ได้ เรียกว่า ทุ่ม ทับ จัก หัก (ควักนัยน์ตา)
ขั้นสูง ฝึกเพื่อเป็นนักรบ เป็นครูอาจารย์ไว้ใช้ในราชการสงคราม ประจำกองทนายเลือกและกองอาจารย์ เป็นจารบุรุษ อาทมาฏ สอดแนม ทหารเอก ทหารรอง นายกอง แม่ทัพ คือเรียนวิชาฆ่าคน (สงวนไว้ไม่สอนพร่าเพรื่อ) เรียกว่าประกบ ประกับ จับรั้ง เข้าข้างหลังหักก้านคอ
ไหว้ครู มวยไทย
การต่อสู้ในเชิงศิลปะมวยไทย ตามประเพณีโบราณต้องมีการไหว้ครู เพื่อให้ระลึกถึงครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา จะได้เป็นสวัสดิมงคลแก่ผู้ที่จะต่อสู้และให้จิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหว การไหว้ครูนิยมปฏิบัติคู่กับการร่ายรำมวยไทย ทั้งเป็นการสังเกตดูเชิงฝ่ายตรงข้ามโดยปริยาย เป็นการยืดเส้นยืดสาย เพื่อคลายความเคร่งเครียดทางจิตใจและกาย ก่อนที่จะต่อสู้กัน

ประวัติวันมวยไทย กำเนิดวันมวยไทย
ในการสถาปนาวันมวยไทยได้มีการประชุดความคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆ เพื่อพิจารณาบรรพบุรุษไทยตั้งแต่พระมหากษัตริย์จนถึงสามัญชน นับจากพ่อขุนรามค าแหงมหาราช สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ (สมเด็จพระนเรศวรมหาราช) สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาพิชัยดาบหัก และนายขนมต้ม

ทั้งนี้ เมื่อศึกษาพระราชประวัติ พระคุณลักษณะ พระเอกลักษณ์ที่โดดเด่นด้านศิลปะมวยไทย ของบรรพบุรุษไทยทั้งหมดแล้ว จึงมีมติให้เลือกวันสำคัญวันใดวันหนึ่งของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ เป็นวันมวยไทย

เนื่องด้วยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ เป็นพระมหากษัตริย์ที่โปรดการชกมวย และได้เสด็จไปทรงชกมวยกับสามัญชน นอกจากนี้แล้ว ยังทรงคิดท่าแม่ไม้ ไม้กลมวยไทยขึ้นมาเป็นแบบฉบับ ที่รู้จักกันในนาม ตำรับมวยไทยพระเจ้ำเสือ เป็นมรดกตกทอดสืบมาจนถึงปัจจุบัน จึงได้กำหนดให้ วันเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ เป็นวันมวยไทย.

สถาปนาวันมวยไทย
มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ที่สำคัญยิ่งของชนชาติไทย เป็นหนทางหนึ่งที่จะยืนยัน และประกาศให้คนทั่วโลกรับรู้ว่า มวยไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทย ที่มีการพัฒนาควบคู่กับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน และเพื่ออนุรักษ์ส่งเสริม และเผยแพร่อย่างกว้างขว้างทั้งใน และต่างประเทศ

วันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันมวยไทย โดยถือกำเนิดที่สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ) เสด็จขึ้นครองราชย์ (๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๒๔๕) ด้วยพระองค์มีพระปรีชาสามารถทางด้านมวยไทยอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมจัดกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ) การส่งเริมคุณค่าของศิลปะมวยไทย การไหว้ครูมวยไทย การเฉลิมฉลองและการแข่งขันต่างๆการยกย่องเชิดชูเกียรติ และการส่งเสริมมวยไทยในต่างประเทศ

ขอบคุณเนื้อหาดีๆที่มา : คนมวย konmuay
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 มกราคม 2564, 08:20 โดย admin »